Thursday, September 06, 2007

เรื่องสั้น



คุณจะรู้สึกอย่างไร..ถ้าได้เจอคนรักเก่าที่พรากจากกันถึง 13 ปี ตอน เพราะโลกหมุนวน คน 2 คนจึงได้มาเจอกัน

ช่วงเวลาที่ใช้สำหรับการตัดสินใจ ฉันบอกเขาไปว่า วันนี้ฉันมีสอนนักศึกษาภาคสมทบ ต้องเลิกค่ำหน่อย ไม่แน่ใจว่าจะสะดวกหรือเปล่า ฉันขอให้คำตอบเขาช่วงเย็น เขาบอกหลังเลิกสัมมนาแล้ว เขาจะโทรมาอีกครั้ง ระหว่างนั้น ฉันโทรหาพี่ปุ้ม (พี่ชายคนนึง) ที่ฉันให้ความเคารพนับถืออย่างมาก ซึ่งพี่คนนี้ก็เคยรู้เรื่องของฉันกับเขามาแล้ว ฉันขอคำปรึกษาว่า ฉันควรทำอย่างไรดี (ซึ่ง จริงๆแล้ว ฉันได้ตัดสินใจลงไปแล้ว ว่าจะให้คำตอบเขาไปว่าอย่างไร แต่การฟังคำแนะนำจากคนที่หวังดี และไว้ใจได้อย่างพี่คนนี้ ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ฉันไม่ควรมองข้าม) พี่ปุ้มบอกว่า การพบกันระหว่างฉันกับเขา ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ขอให้คิดว่า เราแค่ไปเจอเพื่อนเก่าคนนึง ที่ไม่ได้เจอกันมานานมากแค่นั้นเอง แล้วถ้าเพื่อนกัน จะต้องมาเจอกัน จะเป็นไรไป..ขอแค่เราอย่าคาดหวังกับการเจอกันในครั้งนี้ อย่าไปคิดว่า เราจะเจออะไร หรือไม่เจออะไร..ถ้าเราคาดหวัง เรามีข้อกำหนดไว้ในใจอย่างนี้แล้ว ถ้ามันไม่เป็นไปตามนั้น เราจะผิดหวัง เสียใจ..ขอให้เปิดใจ และคิดว่า เขาคือเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น..ซึ่งเพื่อนคนนี้ เราไม่ได้เจอเขานานมาก ซึ่งแน่นอน ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ทั้งตัวเขาและตัวเรา ซึ่งก็น่าเท่ากับคนที่เพิ่งทำความรู้จักกันใหม่เสียด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ถ้าจะเปลี่ยนไปจากเดิม ก็ต้องไม่รู้สึกอะไร ทั้งนั้นนะ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ การไม่คาดหวังต่ออะไรเลย ย่อมจะดีที่สุด ฉันบอกพี่ปุ้มว่า แต่ฉันกลัว ฉันกลัวว่า ฉันจะปิดบังอาการตื่นเต้น ดีใจของฉันไม่มิด ฉันกลัวว่า สายตาฉันมันจะฟ้องว่าหัวใจของฉัน มันยังคงอยู่ที่เขาคนเดียว ฉันอาย ถ้าเขาจะรู้ความจริงบางอย่างนี้..ฉันควรจะทำอย่างไร พี่ปุ้มบอกว่า ก็ไม่เป็นไร เราก็เป็นตัวของเราเองนี่แหละ การจะปิดบังความในใจของตัวเอง ด้วยการเสแสร้ง ทำเย็นชา ห่างเหิน นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี จะมีประโยชน์อะไรที่ต้องทำแบบนั้น อึดอัดใจกันเปล่าๆ..ที่สำคัญก็คือ ฉันกับเขา รู้จัก ผูกพันกันมาตั้งแต่เด็ก เขาย่อมรู้ดีอยู่แล้ว ว่าฉันเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น สายตาจะปิดไม่มิด ก็ช่าง ถ้าเราดีใจ อาการดีใจมันจะออกมา ก็ไม่ต้องไปสน...ฉันโตแล้ว เป็นผู้ใหญ่แล้ว มันจะมีอาการอะไรออกไปบ้าง มันก็ยังคงมีกรอบในตัวของมัน พี่ปุ้มรู้ว่าฉันตื่นเต้นมาก จากน้ำเสียงตะกุก ตะกัก ร้อนรน การเรียบเรียงเรื่องวกวน สับสน ในช่วงแรกๆที่เล่าให้เขาฟัง ทำให้พี่ปุ้มรู้ว่า ฉันค่อนข้าง nerveพอสมควร พี่ปุ้มให้กำลังใจฉัน ให้ฉันใจเย็นๆๆ ไม่ต้องตื่นเต้น พี่ปุ้มแนะนำให้ฉันตอบรับการชวนของเขา (ในเมื่อฉันรอวันดีๆอย่างนี้มาทั้งชีวิต ทำไมฉันจะต้องวิ่งหนีมัน) แล้วรายงานให้พี่ปุ้มทราบด้วย หลังจากนั้น เมื่อเขาโทรมาอีกครั้ง ฉันตอบรับการนัดครั้งนี้ของเรา เรานัดกันที่ห้างสรรพสินค้าชานเมืองกรุงเทพ..ใกล้เวลานัด ขณะที่ฉันขับรถไปยังที่นัดหมาย ฉันยิ่งตื่นเต้นหนักขึ้น มือไม้เย็นเฉียบ หัวใจเต้นโครมครามอยู่ตลอดเวลา ฉันกลัว...ฉันไม่รู้ว่า เขาจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน เราจะคุยกันอย่างไร คุยเรื่องอะไร ท่าทีที่ขัดเขินของฉัน จะทำให้เขาหัวเราะฉันในใจหรือเปล่า ฯลฯ ความขี้ขลาด ทำให้ฉันแทบขับรถย้อนกลับบ้าน ไม่กล้าไปเจอกับเขา แต่..ฉันได้ยินคำแนะนำของพี่ปุ้มดังอยู่ในใจ ฉันต้องไม่คิดถึงสิ่งที่ยังไม่เกิด ฉันต้องไม่คาดหวังกับอะไรทั้งนั้น ทำตัวสบายๆ เป็นตัวของตัวเอง อะไรจะเกิด ก็ปล่อยมันเป็นไป.. และแล้ว ฉันก็มาถึงที่หมาย เขารอฉันอยู่ในห้างสรรพสินค้า เมื่อฉันขับรถเข้ามาเพื่อหาที่จอดรถ ฉันสะดุดตาเข้ากับร้านอาหารนึง อยู่ในบริเวณห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่นั้น เป็นร้านอาหารบรรยากาศดี ลักษณะเป็นลานโล่งๆ มีน้ำพุอยู่ตรงกลาง ตกแต่งร้านอย่างสวยงาม ถูกใจฉัน ฉันจึงโทรบอกเขาว่า ฉันรอเขาอยู่ที่ร้านนี้ ให้เขาเดินมาเจอได้ที่นี่ เพียงแค่ 5 นาที ฉันเห็นผู้ชายคนนึง เดินเข้ามาในร้าน เสื่อยืดโปโล สีขาว ขริบแดง ขับผิวเขาให้เด่นยิ่งขึ้น กางเกงสแลค สีน้ำตาลเข้ม ตัดจากผ้าเนื้อดี ฝีมือปราณีต ทำให้บุคลิกของผู้ชายคนนี้โดดเด่น สง่างาม รูปร่างสูง โปร่ง ไหล่กว้าง ไม่มีไขมันส่วนเกินใดๆปรากฏให้เห็น ต้องถือว่า ผู้ชายคนนี้ ยังดูดีอยู่มากเขาเดินเข้ามาใกล้ สายตาไล่เลียงทีละโต๊ะ เพื่อมองหาใครคนนึง ฉันโบกมือทักทายเป็นสัญญาณให้เขารู้ว่า คนที่เขากำลังมองหา นั่งอยู่โต๊ะนี้ ฉันลุกขึ้นยืนไหว้เขา เขารับไหว้และยิ้มให้ เป็นยิ้มที่ฉันรู้สึกได้ว่า เจ้าของรอยยิ้มมีอาการขัดเขินพอตัว ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมากว่า อย่างน้อยอาการแบบนี้ ก็ก็ไม่ได้เกิดกับฉันคนเดียว ฉันลอบมองเขาอย่างเงียบๆ ดวงหน้าเขาไม่เคยเปลี่ยนแปลง เครื่องหน้าได้รูป คิ้วเข้มหนา ขับให้ใบหน้าเขาดูคมเข้มขึ้น ขนตาที่งอนยาว(ยิ่งกว่าผู้หญิง) อยู่รอบดวงตาที่ฉายแววอาทร อ่อนโยนอยู่เป็นนิตย์ ไม่มีริ้วรอยต่างๆบนใบหน้า ในแบบที่คิดว่า คนวัย40 ปีอย่างเขาจะต้องมี ผิวหน้าของเขา บาง เรียบเนียน ทำให้ฉันรู้ว่า เวลาไม่อาจทำร้ายเขาได้เลย..ฉันเสียอีก ที่ดูเปลี่ยนแปลงมากกว่าเขา สิ่งที่ฉันพอจะมองเห็นว่า เขาเปลี่ยนไป นั่นคือผิวที่คล้ำ และทรงผมที่ตัดสั้นขึ้นเท่านั้น นอกนั้นแล้ว ฉันมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆเลย...หรือเขาถูกสต๊าฟไว้ที่อายุ 20 กว่าๆเท่านั้นเอง...ช่างโชคดีอะไรเช่นนี้ เราคุยกันได้ซักพัก เขาบอกว่า วันนี้เขามีเซอร์ไพรส์ฉัน ซึ่งในอีกไม่กี่นาทีนี้ ฉันจะได้พบเซอร์ไพรส์นั้นแล้ว...ฉันถามเขาว่า คืออะไร เขาบอกว่า บอกก็ไม่เซอร์ไพส์ซิ คุณๆช่วยลุ้นกับฉันหน่อยนะคะ...มันคืออะไร

เป็นเพื่อนกัน เพื่อนตายตลอดไป


ถนนเก่าเก่า

เธอเคยเดินบนถนนเก่าเก่าไหมทีบ้านเก่าเก่า ร้านรวงเก่าเก่า ผู้คนหน้าเก่าเก่าฉันชอบเดินบนถนนแบบนั้นเพราะฉันรู้สึกได้ ว่ามันมีเรื่องราวเขียนซ้อนทับกันอยู่บนนั้นบนทางเท้าทางเล็กเล็กมีกี่เท้าต่อกี่เท้าที่เคยเดินผ่านมีบทสนทนาต่อกี่บทมีความรู้สึกต่อกี่แบบมีความรักต่อกี่ความรัก ที่เคยเกิดขึ้นกาลเวลา คือนักเขียนที่ขยันขันแข็งมันเขียนเรื่องราวทุกทุกอย่างลงบนทุกทุกสิ่งทั้งเรื่องที่ดี เรื่องที่ไม่ดีเรื่องความสุขและเรื่องความเศร้าเรื่องของความรัก และเรื่องของความไม่รักดอกไม้ที่ริมทางเดิน เบ่งบานแล้วโรยราโรยราเพื่อที่จะเบ่งบานอีกครั้งทบทวน วนเวียน เหมือนไม่รู้จักจบจักสิ้นดอกไม้ดอกใหม่ เหมือนเดิมหรือแตกต่าง จากดอกไม้ดอกเก่าที่โรยราความหมายของมันอยู่ที่ว่า เธอจะเลือกมองอย่างไรดอกไม้ปีนี้ ดูไม่แตกต่างจากดอกไม้เมื่อปีก่อนและก็เหมือนจนแทบจะเป็นดอกเดียวกับเมื่อสิบปีที่แล้วแต่ดอกไม้แต่ละดอกก็มีช่วงเวลาของตัวเองมีเรื่องราวของตัวเองมีความทรงจำ ทั้งของตัวมันเองและความทรงจำที่มันทิ้งเหลือไว้ให้ผู้อื่นถนนเก่าเก่าเธอชอบเดินบนถนนเก่าเก่าไหมบนถนนสายเก่าเก่า ที่มีเรื่องราวมากมายซ้อนทับอยู่บนนั้นเรื่องราวเก่าเก่า ซ้ำซ้ำ ทีแต่ละเรื่องมีความสำคัญในตัวของมันเองแต่ละเรื่อง ที่ล้วนบรรจุความทรงจำถึงใครบางคนและทิ้งทอดตัวมันเองไว้ ในความทรงจำของใครบางคนฉันเดินเพื่อที่จะอ่านเรื่องราวจากรอยแตกของพื้นหินและรอยหักของกิ่งไม้จากกลิ่นหอมของดินเปียกและจากสีม่วงของดอกต้อยติ่งที่เบ่งบานและพร้อมกันนั้นฉันก็เขียนเรื่องราวทิ้งไว้ ในทุกรอยก้าวของฉันที่ย่ำเดิน

สนุกๆกับคลิปไม่ธรรมดา

video

My friends






อะไรก็ไม่เจ็บเท่า รักคนที่ไม่รักกัน


แก้วน้ำของเธอยังวางอยู่ที่เก่า. . . . .เ

หมือนกับฉันที่ยังเจ้าน้ำตาอ่อนไหว

หลังจากที่ใครคนหนึ่งเข้ามาชีวิตก็เปลี่ยนไป

สิ่งที่หลงเหลือไว้ให้คือร่องรอยและ. . .น้ำตา

หมอนที่เคยอิงแอบพิงกันยังอยู่อะไรที่เป็นคู่ก็ยังคงอยู่

ตรงนั้นรองเท้า หมอนข้าง แปรงสีฟัน. . .

ทุกอย่างยังเป็นคู่กันยกเว้นเพียงฉัน

และเธอบอกตัวเองว่าต่อไปนี้

จะอยู่อย่างไรคำตอบที่ได้คืออยู่ไปวัน วัน

แบบนี้หลายคนบอกว่าเวลาจะช่วยรักษาแผลที่มี

ไม่รู้ว่าเวลาจะช่วยคน คน นี้ เมื่อไหร่?

คงอีกนานกว่าความปวดร้าว

จะเบาบางลงเมื่อความเข้มแข็งบั่นทอนลงเต็มที่. . . .

.คาถาบทเดียวที่ปลอบตัวเองคือ..ไ

ม่เป็นไรคนดีต้องผ่านมันไปให้ได้แม้ว่าวันนี้. . . . .

"แทบขาดใจ"

ผู้หญิงไม่รู้จักพอ ผู้ชายหวังแค่สองสิ่ง



ผู้หญิงไม่รู้จักพอ....ผู้ชายหวังแค่สองสิ่งคลายเครียด

ณ ร้านขายสามี มีร้านขายสามีแห่งหนึ่งเพิ่งเปิดตัวที่นิวยอร์กซิตี้แอนเดอร์เจ็คสันเพลโตลรี่ชอปที่ซึ่งผู้หญิงสามารถเข้าไปเลือกซื้อสามีได้ที่ทางเข้ามีคำอธิบายว่าห้างนี้ทำงานยังไงแต่!!คุณจะมาที่ร้านแห่งนี้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นร้านนี้มี 6 ชั้นและคุณค่าของสินค่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามชั้นที่คุณขึ้นไปคุณสามารถจะเลือกซื้อสินค้าใดก็ได้ในแต่ละชั้นหรือจะเลือกขึ้นไปยังชั้นถัดไปแต่คุณไม่สามารถลงมาได้อีกนอกจากจะออกจากร้านไปเลย!
ผู้หญิงคนหนึ่ง จึงไปที่ร้านนี้เพื่อหาสามีที่ชั้นแรก
มีป้ายเขียนว่า ชั้น 1 : >ชายเหล่านี้มีงานทำ
ชั้นสอง มีป้ายเขียนว่า ชั้น2 :ชายเหล่านี้มีงานทำและรักเด็ก
ที่ชั้นสาม มีป้ายเขียนว่า ชั้น 3 : ชายเหล่านี้มีงานทำ รักเด็กและหน้าตาดีสุดๆหญิงคนนั้นคิด "ว้าว" แต่ก็ยังขึ้นไปยังชั้นต่อไป
ที่ชั้นสี่ มีป้ายเขียนว่า ชั้น 4 : >ชายเหล่านี้มีงานทำ รักเด็กหน้าตาดีสุดๆและช่วยทำงานบ้าน
โอ้ พระเจ้าช่วย" หญิงคนนั้นอุทาน "ฉันทนต่อไปไม่ไหวแล้ว"แต่เธอก็ยังไปยังชั้นห้า
ที่ชั้นห้า มีป้ายเขียนว่า ชั้น 5 : ชายเหล่านี้มีงานทำ รักเด็กหน้าตาดีสุดๆช่วยทำงานบ้าน
และโรแมนติกมาก
แต่เธอก็ยังขึ้นไปชั้นหกชั้นหกป้ายเขียนว่า คุณเป็นแขกคนที่ 31,456,012 ที่มาถึงชั้นนี้ที่ชั้นนี้ไม่มีผู้ชายเลยชั้นนี้ถูกสร้างแยกออกมาเพื่อพิสูจน์ว่าผู้หญิงไม่มีวันพอใจอะไรง่ายๆขอบคุณที่มาใช้บริการ(!!!!!!!!!!!........)
เพื่อไม่ให้เกิดความครหาว่าลำเอียงเจ้าของร้านจึงเปิดร้านใหม่อีกร้านหนึ่ง >เป็นร้านขายภรรยาซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
ชั้นแรกมีภรรยาทีชอบมีเซ็กส์
ชั้นสองมีภรรยาที่ชอบมีเซ็กส์ และมีเงิน
ที่ชั้นสามจนถึงชั้นหกไม่เคยมีใครขึ้นไปถึงเลย.................

Wednesday, September 05, 2007

มิตรแท้


คุณหวังชอบคบค้าผูกมิตรมากมาย แม้จะมีมิตรมากแต่มิตรเหล่านี้ ล้วนเป็นเพื่อนกินทั้งนั้น ทุกวันเอาแต่เที่ยวกินเล่นดื่ม อยู่มาวันหนึ่งคุณหวังได้ทำผิดจนถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลฟ้องร้องคดีความ เขาจึงรุดหน้าไปขอความช่วยเหลือเหล่ามิตรสหายที่คบค้า แต่ว่ามิตรที่ก่อนหน้านี้ที่ว่าได้ร่วมสาบานกันไว้นั้น ต่างหลีกลี้หนีหน้าเพราะกลัวภัยจะมาถึงตัวหลังออกจากคุก มีคนถามควานเห็นของเขาถึงในเรื่องการผูกมิตร เขาจึงเขียนกลอนให้บทหนึ่งว่า “น้ำใจของคนบาง แท้จริงดั่งกระดาษนั่น ยามล้มลุกเองพลัน เขาเหล่านั้นพึ่งไม่ได้ ผูกมิตรไว้ก็มาก แต่ก็มักมิตรเมรัย เมื่อเกิดเหตุเภทภัย หาสหายไม่อยู่บ้าน!”ในบทบันทึกจริยาได้บันทึกไว้ว่า “สัมพันธภาพแห่งสุภาพชนจืดดั่งน้ำ สัมพันธภาพแห่งปุถุชนหวานปานเมรัย ” ด้วยเหตุแห่งการคบค้ากับสุภาพชนไร้ซึ่งผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง จึงเปรียบดั่งความจืดของน้ำ ที่ไหลเรื่อยไม่ขาดหายสามารถใช้ประโยชน์ใด้ตลอดชีวิต และทนได้กับการทดสอบแต่การคบค้าเยี่ยงปุถุชน แรกเริ่มนั้นดั่งพี่น้องร่วมสายเลือด แต่หลังจากนั้น ด้วยเหตุแห่งการคบค้าคือผลประโยชน์ จึงแสนจะเปราะบาง ยากทนต่อการหล่อหลอมแค่เพียงลมพัดผ่านก็ซ่านกระเซ็น ดังที่ว่า “หากคบกันเพราะอำนาจ เมื่อสิ้นอำนาจก็ขาดสะบั้น หากคบกันเพราะผลประโยชน์ เมื่อไร้ผลประโยชน์ก็ลับหาย ”พระโอวาทพระอาจารย์จี้กง หากอยากจะรู้จักกับคนแปลกหน้าสักคน จะต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาเรียนรู้จากกิริยาวาจาของเขาผู้นั้น เช่นนี้จึงเกิดความเชื่อมั่นต่อกัน แต่หาก คนแปลกหน้าที่เจ้ารู้จักในระยะเวลาอันสั้นเขาก็ให้ความสนิทสนมกับเจ้าดังคบหามาเป็นสิบปื บุคคลเช่นนี้เจ้าจะต้องระวังไว้ให้จงดีเพราะว่า ในใจของเขาอาจมีอะไรเคลือบแฝงอยู่ เปรียบได้ดังนอกรีตนอกรอย ที่คอยยั่วเย้าจิตใจของเจ้า หากติดกับเขา เจ้าก็ยากกลับคืน!

รักแท้ต้องไม่แพ้ระยะทาง


รักด้วยน้ำตา
ขอบคุณที่ให้ความหวังแม้ว่าทุกครั้งจะไม่ได้อะไรขอบคุณที่ทำให้ได้รู้ว่า..ความรักความห่วงใยเป็นเช่นไรแล้วยังทำให้รู้อีกว่า น้ำตาที่ไหลจากหัวใจช้ำ - ช้ำ ช่างทรมานขอบคุณที่บอกรักฉันทุกวันแล้วเธอก็พลันหายหน้าขอบคุณน่ะวันเวลาที่ทำให้ฉันรู้ว่า......มีเธอ (คนไม่รักจริง)เพราะความอ่อนไหว...ทำให้ใจฉันอ่อนล้ายังคงต้องปรับตัวปรับใจไปกับกาลเวลาแม้วันนี้ยังรู้ว่าเธอรักใครประสบการณ์ความรักที่พานพบสอนให้รู้อะไรมากมายนักแล้วเมื่อไรน่ะจะพบรักอย่าง....ความรักที่จริงใจ** แล้วความรักรักของใครบ้าง.....จะสมหวังดั่งใจคิด**


ความรู่สึกของคนที่เคยรักเธอ


ความรู้สึกของคนที่เคยรักเธอ
ได้ยินคำสารภาพหลังสาบส่งลืมไม่ลงโน้มน้าวราวสงสารตบหัวแล้วลูบหลังช่างชำนาญเกินประมาณค่าได้น้ำใจเธอแสงแห่งรักหักเห..ฝืนเสแสร้งภาพขัดแย้งตอกย้ำช้ำจนเอ๋อเลิกกันเถอะลูกอำขึ้นอำเภอที่เจอะเจอล้นหลาม..นั่นความลวง?จะแก้ต่างอย่างไรว่าไร้สุขใครจะทุกข์กว่าใครฤาใหญ่หลวงรับผิดชอบร่วมกัน..นั่นผลพวงใจทั้งดวงยกให้..ใยแยกตรอม?เด็กเลี้ยงแกะโกหกเหมือนยกเมฆเธอเป็นเอกประยุกต์ปลุกคำหอมบทสรุปแกะหายไม่ยินยอม?ยังไม่พร้อมเจ็บซ้ำ..จำขึ้นใจ..



















Monday, October 23, 2006

ยังมีให้เห็น



ลาหู่เป็นชนเผ่าที่มีความเข้มแข็ง และมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ มีประชากรประมาณ 60,000 คนในประเทศไทย โดยจะมีพื้นเพอยู่ใน จ.เชียงใหม่ และเชียงราย แต่ก็สามารถพบได้ในบริเวณตอนใต้ของ จ.ตาก การอพยพมักเกี่ยวเนื่องกับถนนและเมือง เนื่องจาการยึดมั่นในการทำนุบำรุงวีชีวิตของลาหู่
ลาหู่เป็นชนเผ่าที่มีความหลากหลายในประเทศไทย มีไม่น้อยกว่า 6 เผ่า ทางภาษาไม่มีการเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน เผ่าลาหู่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือลาหู่แดง การนับถือผีโดยโตโบ ผู้นำทางศาสนา และยังมีจำนวนมากในลาหู่ดำ ลาหู่เหลือง และลาหู่เชเละ มีเป็นจำนวนมากที่เป็นคริสเตียน ถึง 100 ปีมาแล้ว ลาหู่มีประชากรมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และได้รับการพิจารณาเป็นภาษาท้องถิ่นที่เป็นมาตรฐาน
ถึงแม้ว่าจะยังชีพด้วยการเป็นชาวนา ปลูกข้าว และข้าวโพด เพื่อการบริโภคในครัวเรือน ลาหู่ ยังภูมิใจกับการเป็นนักล่าสัตว์ เขาจะเคร่งครัดกับกฎระเบียบของความถูกและผิด ทุกๆ คนจะตอบคำถามในพื้นฐานเดียวกับคนรุ่นเก่า โดยที่ให้ความสำคัญกับการเป็นครอบครัวขยายน้อยกว่าเผ่าอื่นๆ ชาวลาหู่ยังเข้มแข็งต่อการยึดมั่นต่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และทำงานด้วยกันเพื่อยังชีพ ลาหู่อาจเป็นกลุ่มคนที่มีความเท่าเทียมทางด้านเพศมากที่สุดในโลก

Tuesday, September 12, 2006

i am lahu

thairath.ไทย-พม่าปัญหาไทย-พม่าสรุปสั้นๆปัญหาเรื่องระหว่างไทยพม่าน่ะครับ ปัญหาเรื่องไทยพม่านั้นเกิดขึ้นเพราะ 2-3 สาเหตุใหญ่ที่สำคัญที่สุด สาเหตุแรกก็คือว่า เนื่องจากว่าพรมแดนระหว่างไทยกับพม่านั้นเป็มพรมแดนซึ่งเป็นที่ปักหลักของชนกลุ่มน้อยในพม่าที่มาปักหลักอยู่ในพรมแดน และก็เป็นที่ตั้งของพวกเขามาตั้งแต่โบร่ำโบราณแล้ว เมื่อชนชาติพม่าเข้ามามีอำนาจในประเทศพม่า แล้วก็ยึดครองอำนาจทั้งหมด ชนชาติพม่าก็ต้องการจะปราบปรามคนพวกนี้ เมื่อต้องการจะปราบปรามคนพวกนี้ ก็ต้องต่อสู้ ก็พึ่งพาอาศัยชายแดนไทยนั้นเป็นชายแดนซึ่งจะต้องหลบหนีเข้ามาทุกๆครั้งที่ถูกปราบปรามอีกประการหนึ่งในการเมืองของพม่านั้น ทหารพม่ามีอำนาจเผด็จการ ทหารพม่าไม่ต้องการให้ใครก็ตามมาท้าทายเผด็จการอำนาจของทหาร นี่คือที่มาว่าทำไมถึงเกิดการจองจำนางอองซาน ซูจี ขึ้นมา เหตุผลเพราะว่า นางอองซาน ซูจี ได้ดำเนินการทางการเมืองจนกระทั่งทำให้แนวความคิดทางประชาธิปไตยเกิดขึ้นในพม่า ซึ่งทางทหารไม่ต้องการ ต่อมาภายหลังบรรดาชนกลุ่มน้อยต่างๆ ก็ถูกพม่าดึงเข้ามาเป็นพลพรรค โดยให้อำนาจในพื้นที่ของตนบ้าง โดยให้แลกเปลี่ยนกับการที่จะมีสิทธิทำมาหากิน ต่างๆเหล่านี้ หรือแม้กระทั่งค้ายาเสพติด ในบางจุด ซึ่งบางครั้งพม่าก็เห็นด้วย ในบางครั้งพม่าก็ไม่ทราบเรื่องราวต่างๆเหล่านี้ ความเป็นเผด็จการต่างๆ ของพม่า ตลอดจนความเป็นสากลของนางอองซาน ซูจี ก็เลยพม่าถูกนานาชาติทางประเทศตะวันตก และหลายๆชาติไม่ค่อยพอใจ ตลอดจนตะวันตกนั้นก็บอยคอดประเทศพม่า ทีนี้เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างพรมแดน และในเชิงทางการฑูต ก็เลยทำให้ประเทศไทยนั้น ต้องวางตัวให้ถูก ประเทศไทยต้องเลือกเอาว่า ประเทศไทยต้องการให้พรมแดนเราสงบ หรือว่าต้องการให้ยึดถือตามหลักสากล แล้วก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่มีปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นมาตลอดในรัฐบาลชุดนี้ ประเทศไทยยึดถือในเรื่องของความสงบเอาไว้ก่อน โดยถือว่าเรื่องประเทศพม่านั้นเป็นเรื่องภายในประเทศของเขา เราจะไม่เข้าไปยุ่ง และอีกประการหนึ่งประเทศไทยในยุครัฐบาลชุดนี้ก็ประกาศนโยบายชัดเจนว่าจะไม่ให้การสนับสนุน หรือว่าส่งอาวุธ หรือช่วยชนกลุ่มน้อยในการไปช่วยโค่นล้มรัฐบาลเขา ตรงนี้แหละครับ คือความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพราะการกระทำเช่นนี้ของรัฐบาลนั้น ย่อมไม่เป็นที่พอใจของบรรดาทหารบางกลุ่ม เพราะว่าทหารก็คือทหาร ทหารมีความรู้สึกรักชาติ และทหารก็ไม่ได้ผิด ทหารมองบอกว่าทำไมจะต้องยกเลิกสนับสนุนชนกลุ่มน้อย ถ้าเราสนับสนุนชนกลุ่มน้อยแล้ว ชนกลุ่มน้อยเป็นหอกข้างแคร่ ที่คอยยันพม่าเอาไว้ ประเทศไทยก็ปลอดภัย ความคิดอันนี้เป็นความคิดของสงครามเย็นในอดีต ซึ่งปัจจุบันนั้น ความคิดอันนี้ไม่น่าจะใช้ได้แล้วครับ เรื่องไทยพม่านั้น จะจบได้ก็ต่อเมื่อเราไม่ให้การสนับสนุนชนกลุ่มน้อย แล้ว ทำให้ชนกลุ่มน้อยนั้นมีความจำเป็นต้องเข้าไปเจรจา ประนีประนอม และต่อรองพม่า และในขณะเดียวกันพม่าเอง ก็จำเป็นจะต้องไปเจรจา ประนีประนอมต่อรองกับอองซาน ซูจี เหมือนอย่างที่เขาได้ปล่อยอองซาน ซูจี ออกจากคุก เพื่อที่จะได้รับฉันทานุมัติจากเวทีโลก ว่าพม่านั้น ได้พยายามปรับตัวแล้ว เมื่อเรื่องราวต่างๆ เป็นไปอย่างนี้แล้ว พัฒนาไปทีละขั้นทีละตอน เหตุการณ์ก็ต้องสงบ และผมก็คิดว่าสัมพันธภาพระหว่างไทยพม่าก็จะต้องดีขึ้นอย่างแ